ทะเลหมอกเกิดขึ้นได้อย่างไร

          หมอกเป็นไอน้ำในอากาศรูปแบบหนึ่งที่เราสามารถมองเห็นได้ และมีกระบวนการเกิดแบบเดียวกับเมฆ ปกติอากาศจะมีน้ำอยู่ไม่มากก็น้อย แต่เรามักมองไม่เห็นเนื่องจากอยู่ในรูปของ ไอน้ำ และอากาศสามารถอุ้มไอน้ำได้ในปริมาณจำกัดซึ่งผันแปรไปตามอุณหภูมิ อากาศอุ่นจะอุ้มไอน้ำได้มากกว่าอากาศเย็น

          อุณหภูมิของอากาศยิ่งสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอุ้มไอน้ำได้มากเท่านั้น และอากาศเย็นลงจนไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นน้ำค้างจับตัวบนต้นไม้ใบหญ้า และถ้าในบรรยากาศมีฝุ่นละอองมากไอน้ำบางส่วนก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำขนาดจิ๋วเกาะตามฝุ่นละอองเหล่านั้น จนเกิดเป็นหมอก ปกคลุมไปทั่ว

          หมอกมักเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนที่ฟ้าใสความร้อนที่สะสมตลอดช่วงกลางวันจะแผ่จากผิวโลกขึ้นสู่ท้องฟ้า อากาศที่อยู่ใกล้ผิวดินจึงกลั่นตัวจับกับฝุ่นละอองในอากาศจนเกิดเป็นหมอกปกคลุมไปทั่ว หากเป็นเมฆจะเกิดและลอยตัวอยู่ในระดับสูงหมอกจะปกคลุมอยู่จนรุ่งสาง เมื่อแสงแดดส่องทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นหมอกก็จะสลายตัวไปฃ

          หมอกจะปกคลุมใกล้ๆ ผิวโลกที่มีความหนาตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไปจนถึง 300 เมตร แล้วแต่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นเมื่อเราขึ้นไปยืนอยู่บนยอด เขาสูงจึงมองเห็นสายหมอกหนาปกคลุม อยู่ตามหุบเขาขาวโพลนแน่นทึบเป็นบริเวณกว้างคล้ายกับพื้นที่ผิวของน้ำทะเล ทะเลหมอกจะยิ่งแผ่ปกคลุมกว้างไกลและงดงามอย่างยิ่ง

การถ่ายภาพทะเลหมอก

          ภูชี้ฟ้าถือเป็นพื้นที่ชมหมอกสุดยอดแห่งหนึ่งของเมืองไทย ช่วงเวลาที่ท้องทะเลหมอกมีความสวยงามมากที่สุดคือช่วงตั้งแต่ก่อนที่พระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้า ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่ท้องฟ้าจะเต็มไปด้วยสีสันสดใสจนถึงเมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้ายังไม่สูงมากนัก หากดวงอาทิตย์ขึ้นสูงมากมักจะมีปัญหาในเรื่องแฟร์ที่จะเกิดขึ้น แต่ก็เป็นช่วงจังหวะเวลาที่น่าถ่ายภาพเหมือนกัน เพียงแต่ว่าจะต้องพยายามหลบดวงอาทิตย์ให้ดีหน่อยล่ะกัน

          เวลาที่มีความเหมาะสมในการถ่ายภาพทะเลหมอกจะสิ้นสุดลงหลังเวลาเจ็ดโมงกว่าไปแล้ว เนื่องจากสภาพแสงแดดจะค่อนข้างแรง ประกอบกับทะเลหมอดเริ่มฟุ้งกระจายขึ้นมาตามแนวทิวเขา ไม่หนาแน่นเหมือนช่วงเช้ามืด

การถ่ายถาพดอกไม้

          การถ่ายภาพดอกไม้ในเส้นทางนี้จะแบ่งออกเป็นสองช่วงคือช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม จะเป็นเรื่องราวของดอกซากุระบาน กับช่วงเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นเรื่องความงดงามของดอกเสี้ยว

          ภูชี้ฟ้าจะมีต้นซากุระมากบริเวณทางขึ้นหน่วยจัดการต้นน้ำหงาว-งาว (ทางขึ้นตำหนักทรงงาน) ก่อนถึงหน่วยจะมีต้นซากุระตลอดสองข้างทาง บางช่วงก็ปลูกเป็นแปลงใหญ่ ถ้าออกดอกหมดจะสามารถถ่ายภาพ ดอกซากุระเป็นป่าขนาดย่อมๆเลยทีเดียว

          มุมถ่ายในการถ่ายดอกซากุระจะมีเพียงสองลักษณะเท่านั้นคือการถ่ายเจาะแบบเห็นเป็นกลุ่มใหญ่ๆ หรือถ่ายแบบดอกเดี่ยวๆกับการถ่ายมุมกว้างที่มองเห็นดอกซากุระขึ้นอยู่เป็นทิวแถว

เลนส์และอุปกรณ์สำคัญที่ควรเตรียมไป

          มีเลนส์สองชนิดเท่านั้นที่ใช้ได้บ่อยที่สุดคือเลนส์ไวด์สำหรับใช้ถ่ายภาพทิวทัศน์ในมุมกว้างกับเลนส์เทเลสำหรับถ่ายภาพดอกไม้และชีวิตของผู้คน มีแค่สองตัวนี้ก็ถือว่าเหลือเฟือสำหรับการเดินทางถ่ายภาพในเส้นทางสายนี้

          ที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็นฟิลเตอร์ชนิดต่างๆ ที่ใช้บ่อยที่สุดคือโพลาไรซ์ ที่จะช่วยให้เราถ่ายภาพท้องฟ้าได้มีสีสันสดใสมากขั้น กับฟิลเตอร์ครึ่งซีกสีน้ำตาล สีส้ม สีม่วง สำหรับถ่ายภาพบรรยากาศในช่วงเช้า ฟิลเตอร์พวกนี้ช่วยได้มากในยามที่เราต้องการเกลี่ยแสงบริเวณท้องฟ้ากับพื้นดินให้มีค่าใกล้เคียงกัน เพื่อให้ภาพที่ถ่ายออกมานั้นสามารถมองเห็นรายละเอียดทั้งในส่วนที่เป็นท้องฟ้าและพื้นดิน

แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง

          ห่างออกไปตามทางหลวงหมายเลข 1093 ลงมาจากภูชี้ฟ้าประมาณ 10.9 กิโลเมตร ก็จะถึงหน่วยเกษตรที่ราบสูงดอยผาหม่น เป็นแหล่งส่งเสริมการเกตรที่สูง ทดลองและส่งเสริมการปลูกไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ ซึ่งทางหน่วยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมความงดงามของพันธ์ไม้ต่างๆพร้อมกับวิธีการเพาะด้วย

          ออกจากหน่วยเกษตรที่ราบสูงดอยผาหม่นขับรถเลาะเทือกเขาผาหม่นมาประมาณ 35 กิโลเมตร จะพบ ด่านบ้านฮวก ซึ่งเป็นอีกที่หนึ่งซึ้งนักท่องเที่ยวทั้งหลายไม่พลาดที่จะแวะไปจับจ่ายซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้าน

          ที่ด่านบ้านฮวกเป็นจุดผ่อนปรนให้มีการค้าระหว่างไทยกับลาว หมู่บ้านชายแดนไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจะมีตลาดนัดของราษฎร 2 ฝั่งทุกวันที่ 10 และ 30 ของทุกเดือน สินค้าที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็จะเป็น ผ้าไหม ผ้าทอพื้นเมืองของลาวและผ้าพื้นเมืองต่างๆ มีให้เลือกทั้งผ้าชิ้นและแบบที่เป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป

น้ำตกภูซาง

          ห่างจากบ้านฮวกไม่ไกลก็จะถึง น้ำตกภูซาง ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูซาง ปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมด 178,125 ไร่ (285 ตารางกิโลเมตร) ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหงาว ตำบลตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย และตำบลภูซาง ตำบลทุ่งกล้วย กิ่งอำเภอภูซาง ตำบลร่มเย็น ตำบลฝายกวาง ตำบลเวียง ตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

          น้ำตกภูซางเป็นน้ำตกขนาดเล็กมีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจกว่าที่ตรงอื่นที่ กระแสน้ำที่ไหลลงมาสม่ำเสมอตลอดทั้งปีจะเป็นน้ำอุ่นแห่งเดียวในประเทศไทย มีอุณหภูมิอยู่ที่ระดับ 35 องศาเซลเซียส มีความสูง 25 เมตร น้ำใสไม่มีกลิ่นของกำมะถัน

          น้ำตกภูซางตั้งอยู่ในอำเภอภูซาง กิ่งอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูซาง 300 เมตร ถ้าลงมาจากด้านภูชี้ฟ้าจะอยู่ทางด้านขวามือ สามารถมองเห็นได้อย่างเด่นชัด

          นอกจากนี้ด้านบนของน้ำตกภูซางยังเป็น “บ่อซับน้ำอุ่น” ตามธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกภูซาง หรือถ้ามีเวลามากอาจจะแวะไปเที่ยว ดอยผาดำ ซึ่งห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูซาง 47 กิโลเมตร เป็นภูเขาที่มีหน้าผาขนาดใหญ่เป็นประติมากรรมของธรรมชาติที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1096 เมตร

          เข้าไปอีก 1 กิโลเมตร ก็จะเห็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ถ้ำผาแดง ลึกประมาณ 450 เมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของธรรมชาติบริเวณบนเพดานและพนังถ้ำมีรอยประหลาดซึ่งมีลักษณะเป็นจุดๆ สีน้ำตาลเกิดขึ้น โดยยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากอะไร

ถ้ำน้ำลอด

          เป็นถ้ำหินขนาดเล็กอยู่เชิงดอยผาแดง อยู่ห่างจากถ้ำผาแดงประมาณ 10 เมตร ถ้ำลึกประมาณ 250 เมตร มีธารน้ำไหลผ่านตลอดทั้งถ้ำ ระดับน้ำลึกประมาณ 50-100 ซม. การเที่ยวชมภายในถ้ำต้องเดินลุยน้ำตลอดทั้งสาย

ถ้ำหลวง

          เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่มีลักษณะกว้างแต่ตื้น มีความลึกประมาณ 200 เมตร อยู่ในท้องที่ของบ้านห้วยสา ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติภูซางที่ 2 (ห้วยสา) อยู่ห่างจากที่ทำการหน่วยพิทักษ์ 9 ห้วยสา 500 เมตร ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูซาง 32 กม. เป็นที่ชื่นชมของนักท่องเที่ยวที่ชอบการปีนป่ายเพราะต้องปืนเขาบ้างเล็กน้อย

อ่างเก็บน้ำห้วยสา

          เป็นอ่างเก็บน้ำที่อยู่ใกล้กับถ้ำหลวงซึ่งถ้าจะเดินทางมาถ้ำหลวงจะต้องผ่านอ่างเก็บน้ำก่อน ทิวทัศน์ส่วนใหญ่จะเป็นขุนเขาและธรรมชาติเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจที่ต้องการความเป็นส่วนตัว อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูซาง 32 กม. หรือถ้าใครมีเวลาจะแวะพักแช่น้ำอุ่นบนน้ำซับอุ่นบนน้ำตกภูซางก่อนเดินทางกลับก็ได้ แต่หากใครต้องการเที่ยวแบบทริปยาวจะเดินทางไปต่อยังภูลังกาซึ่งถือว่าอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก

ภูลังกา

          เป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งผู้ที่ต้องการคลุกคลีกับธรรมชาติอย่างแท้จริงไม่ควรพลาด ภูลังกาอยู่ห่างจากภูชี้ฟ้าประมาณ 92 กิโลเมตร เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 1148 เลี้ยวเข้าทางศูนย์พัฒนาชาวเขา ตรงกิโลเมตรที่ 90 ขับรถผ่านทุ่งข้าวโพดเข้าไปประมาณ 7 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดกางเต้นท์ที่ทางอบต. จัดไว้

ข้อมูลจากหนังสือ ผาตั้ง-ภูชี้ฟ้า บนเส้นทางทะเลหมอกเมืองไทย

บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดทำ